วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พระมหาปชาบดีโคตมี8

 picture_resize

พระมหาปชาบดีโคตมี

            พระมหาปชาบดีโคตมี พุทธมาตุฉา พระเจ้าแม่น้ำของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีประวัติความเป็นมาว่า ในกาลเมื่อศาสนาสมเด็จพระปทุมุตตร สัมมาสัมพุทธเจ้า  พระนางได้บังเกิดในเรือนของตระกูลในนครหงสาวดีราชธานี ได้ฟังพระธรรมเทศนาในสำนักสมเด็จพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้เห็นสมเด็จพระศาสดา ทรงตั้งนางภิกขุนีองค์หนึ่ง ไว้ในเอตัคคฐานที่อัญเลิศกว่านางภิกขุนีทั้งหลาย ข้างฝ่ายรัตตัญญูรู้กาลอันเนินนานยืดยาว นางก็อุตสาห์กระทำอธิการกองกุศลอันยิ่งแล้ว  ก็ปรารถนาซึ่งฐานันดรอันนั้น นางอุตสาห์กระทำกองกุศลอยู่ตราบเท่าสิ้นกำหนดชนมายุแล้ว  ก็ท่องเที่ยวชมสมบัติในสวรรค์และมนุษย์ สิ้นกาลนานกำหนดได้แสนกัป
            ครั้นมาในระหว่างพระศาสนาแห่งพระพุทธกัสสปสัมพุทธเจ้า กับศาสนาแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าแห่งเรานั้น เป็นกาลอันว่างเปล่าจากพระพุทธเจ้านั้น  นางได้มาบังเกิดเป็นหญิงทาสีใหญ่กว่าหญิงทาสีทั้งหลาย ในพระนครพาราณสีในกาลนั้น เป็นสมัยจวนจะใกล้เข้าพระวัสสา นางทาสีผู้ใหญ่นั้น ได้เห็นพระปัจเจก พระพุทธเจ้าทั้งหลายห้าร้อยองค์ อันมาจากเงื้อมเขานันทมุลบรรพต และลงไปในป่าอิสิปตนมิคทายวัน ท่านพากันเข้าไปบิณฑบาตในพระนครพาราณสีแล้ว กลับไปสู่ป่าอิสิปตนมิคทายวัน พากันแสวงหาซึ่งหัตถกรรมเพื่อจะกระทำเสนาสนะกุฎี ที่อยู่จำพระวัสสา ครั้นนางได้เห็นแล้วก็บังเกิดจิตศรัทธาปสันนาการเลื่อมใส แล้วจึงชักชวนเหล่าทาสีทั้งหลายและสามีแห่งตน และสามีของนางทาสีเหล่านั้น แล้วจึงจ้างช่างไม้ให้กระทำกุฎีที่จงกรมและที่บริเวณ เป็นต้น พร้อมบริบูรณ์ แล้วนางก็ตกแต่งน้ำใช้ น้ำฉัน โภชนาหารเป็นอาทิ อุปฐากพระปัจเจกโพธิเจ้าทั้งหลายแล้ว ยังพระปัจเจกโพธิเจ้าทั้งหลายให้รับปฎิญาณ เพื่อจะอยู่จำพระวัสสา ในที่นั้นถ้วนไตรมาสสามเดือน นางทาสีเหล่านั้นได้ชวนกันปฎิบัติอยู่ดังนี้ จนครบไตรมาสสามเดือน
            ครั้นวันมหาปวรณามาถึง ทาสีแต่ละคนก็สละสาฎกคนละผืน นางทาสีผู้ใหญ่ก็เปลื้องผ้าสาฎกเนื้อหยาบ แล้วทำเป็นไตรจีวร ถวายแก่พระปัจเจกโพธิทั้งหลายนั้น  เมื่อนางทาสีทั้งหลายกระทำการกุศลอยู่จนกำหนดชนมายุแล้ว ก็ได้ขึ้นไปบังเกิดในเทวโลก
            ทาสีที่เป็นใหญ่กว่าทาสีทั้งปวง  ครั้นจุติจากอัตตภาพนั้นแล้วได้ไปบังเกิดในเรือนแห่งตระกูลช่างหกผู้ใหญ่ ในเปสการคามใกล้เมืองพาราณสี  ครั้นเจริญใหญ่จำความได้แล้ว และได้เห็นพระปัจเจกโพธิทั้งห้าร้อย อันเป็นพระราชบุตรของพระนางปทุมวดี แล้วให้มีความรักใคร่ ถวายนมัสการ แล้วได้ถวายภักษาหารบิณฑบาต แก่พระปัจเจกโพธิทั้งหลายนั้น พระปัจเจกโพธิทั้งหลายครั้นกระทำภัตกิจแล้ว ก็พากันไปยังภูเขาคันธมาทพบรรพต
            นางเปสการ ได้กระทำการกุศลตราบเท่าสิ้นชีวิต และได้สังสรณาการอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลก ได้มาถือเอาปฎิสนธิในพระราชนิเวศน์ ของพระยามหาสุปปพุทธสากยราช ในเทวทหนคร ก่อนแต่กาลที่บังเกิดแห่งสมเด็จพระศาสดาของเรานี้  มีพระนามว่า โคตมี  เป็นกนิฎฐภคินีของ สมเด็จพระสิริมหามายา ผู้เป็นพระพุทธชนนีของสมเด็จพระผู้มีพระภาค
            พระเจ้ากรุงสิริสุทโธทนะ ได้ทรงกระทำพระราชวิวาห์มงคลอภิเษกพระราชกุมารี ไว้ในที่เป็นพระอัครมเหษีทั้งสองพระองค์ ในกาลเมื่อนางทรงพระเจริญวัยแล้วนั้น  ก็นำมาไว้ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาของเราบังเกิดแล้ว และพระองค์ตรัสเทศนา พระธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร สำเร็จแล้ว  เสด็จเที่ยวโปรดเวไนยสรรพสัตว์ ได้เสด็จประทับแรมอยู่ใน กูฎาคารศาลา ณ ป่ามหาวัน นครไพสาลี สมเด็จพระเจ้าสุทโธทนะ พุทธบิดาเมื่อพระองค์กระทำพระอรหัตผล ให้แจ้งแล้ว และได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน
            ในกาลนั้น  สมเด็จพระพุทธมาตุฉามหาปชาบดีโคตมี  มีพระทัยปรารถนาจะใคร่ออกทรงบรรพชา พระนางทูลอ้อนวอน สมเด็จพระศาสดาขอบรรพชา ก็หาได้บรรพชาไม่ ครั้นวาระที่สอง พระนางยังช่างกัลบกให้เจริญพระเกษา แล้วทรงนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดเสด็จออกไป ในกาลเมื่อจบพระธรรมเทศนากลหวิวาทสูตร เสด็จไปกรุงไพสาลี กับด้วยนางศากยราชกุมารีห้าร้อย ยังพระอานนท์ให้กราบทูลอ้อนวอน ซึ่งสมเด็จพระมหากรุณาพระนางก็ได้บรรพชา และอุปสมบทด้วย ครุธรรมแปดประการ ฝ่ายพระนางขัตติยกุมารี ที่เป็นบริวารก็ได้บรรพชาและอุปสมบทในที่อันเดียวกัน
            สมเด็จพระบรมศาสดาได้โปรดประทานพระธรรมเทศนาแก่พระมหาปชาบดีโคตมี พระนางได้เรียนพระกรรมฐานในสำนักสมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อประกอบภาวนานุโยคอยู่เนือง ๆ ไม่นานพระนางก็ได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยพระอภิญญาหก และปฎิสัมภิทาสี่ประการ สมเด็จพระบรมศาสดา ได้ทรงตั้งพระมหาปชาบดีโคตมี ไว้ในเอตทัคคฐานที่เลิศกว่านางภิกขุนีทั้งหลาย ที่รู้กาลอันเนินนานยืดยาว ฝ่ายพระมหาเถรี พระนางตั้งอยู่ในความกตัญญู รู้คุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ วันหนึ่ง ปรารถนาเพื่อจะแสดงพระคุณของพระพุทธองค์ ให้ปรากฎดุจภูเขาสูง จึงกล่าวซึ่งพระอรหัตตผลด้วยณามคาถา นมัสการว่า
            "อันว่าพระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด พระองค์เป็นอุดมบุคคลอันสูงสุด ด้วยพระคุณทั้งหลายมีศีลคุณเป็นอาทิ ประเสริฐในที่ชุมนุมนิกรสัตว์ทั้งหลาย มาทรงเปลื้องเสียซึ่งข้าพระองค์ และชนอื่นเป็นอันมาก จากสรรพทุกข์ทั้งปวง ข้าแต่พระพุทธองค์ผู้มีความเพียรเป็นอันมาก อันว่าน้อมนมัสการแห่งข้าพระองค์ ผู้มีนามว่า มหาปชาบดีโคตมีนี้ จงมีแก่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้อุดมสูงสุดกว่าสรรพสัตว์ทั้งปวง อันว่าทุกข์ทั้งปวงซึ่งจัดเป็นทุกขสัจนั้น  ข้าพระองค์ได้กำหนดรู้แล้ว แต่เหตุตัณหา ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงนั้น  ข้าพระองค์ก็ได้กระทำให้เหือดแห้งไปสิ้นแล้ว มรรคมีองค์แปดประการ  ข้าพระองค์ก็ได้จำเริญดีแล้ว นิโรธธรรม คือ พระนิพพาน เครื่องออกจากทุกข์ เครื่องดับทุกข์นั้น ข้าพระองค์ก็ได้ถูกต้องแล้ว ในกาลปางก่อนนั้น มารดาได้บังเกิดเป็นบุตร ๆ ได้บังเกิดเป็นมารดา ฯลฯ  เช่นนี้ได้มีมาแล้วแต่กาลก่อน ข้าพระองค์เมื่อยังไม่ได้ปฎิบัติเป็นไปเหมือนเหตุในต้นเดิม โดยควรแก่จริงแก่แท้ ณ กาลบัดนี้ พระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบแล้วนั้น ข้าพระองค์ก็ได้เห็นแล้วในญาณจักษุ เหตุเห็นซึ่งนพโลกุตตรธรรมนั้น อนึ่งร่างกายนี้ ข้าพระพุทธเจ้าก็ไดกระทำให้มีที่สุดแล้ว สงสาร คือ ชาติแห่งข้าพระองค์ก็สิ้นแล้ว บุคคลจงแลดูซึ่งพระอริยสาวกทั้งหลาย ผู้มีความเพียรอันตั้งมั่นสิ้นกาลทุกเมื่อ เพื่อจะให้ถึงพร้อมซึ่งผลอันตนยังไม่ได้ถึงนั้นเถิด บุคคลพึงเห็นซึ่งพระอริยสาวกทั้งหลายอันพร้อมเพรียงด้วยภาวะพร้อมเพรียงด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา เหตุได้สลับฟังพระสัทธรรมเทศนาแห่งพระผู้มีพระภาค  แล้วบังเกิดเป็นพระอริยสาวกทั้งหลายดำรงอยู่ในมรรค กิริยาที่บุคคลกระทำซึ่งนพโลกุตตระธรรมเก้าประการ  อันบังเกิดเป็นพระอริยสาวกแห่งธรรม ของพระผู้มีพระภาคนั้นก็ดี อันบังเกิดเป็นธรรมอันไกลจากข้าศึกคือ กิเลสแห่งพระอริยสาวกทั้งหลาย ให้ประจักษ์แล้วแก่อาตมภาพอันใด กิริยาที่กระทำนพโลกุตตรธรรม ให้ประจักษ์แจ้งแก่อาตมภาพนั้น ได้ชื่อว่าถวายนมัสการแก่พระผู้มีพระภาค และอริยสาวกแห่งพระผู้มีพระภาค อนึ่ง บุคคลที่มีจิตน้อมไปในพระคุณ แห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย และคุณแห่งพระอริยสาวกทั้งหลาย อนึ่ง บุคคลที่มีจิตน้อมไปในพระคุณ แห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย และคุณแห่งอริยสาวกทั้งหลายโดยอันควรแก่แท้นั้น  ก็ได้ชื่อว่าได้ถวายนมัสการแก่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสาวกทั้งหลายนั้น "
            เมื่อพระมหาปชาบดีโคตมี  กล่าวคาถาประฌามนมัสการ ฉะนี้แล้ว เมื่อจะสำแดงซึ่งภาวะแห่งสมเด็จพระสิริมหามายา พุทธชนนีว่า มีพระคุณแก่สัตว์โลกมาก จึงกล่าวพระคาถาในที่สุดว่า
            อันว่าพระนางสิริมหามายา พระนางยังสมเด็จพระอัครบวรปิโยรส ทรงพระนามว่า ศากยมุนีโคดม ให้ประสูติก็เพื่อประสงค์จะให้เป็นประโยชน์ และความสุขแก่สรรพสัตว์โลกทั้งหลายเป็นอันมาก อันชราพยาธิมรณธรรมครอบงำ พระนางนั้นบรรเทาเสียได้โดยกองทุกข์แล้วโดยแท้ ครั้นอยู่มากาลวันหนึ่ง เมื่อสมเด็จโคตมีเถรีได้อาศัยอยู่ในภิกขุนูปัสสายารามในนครไพศาลี เมื่อเพลาบุพพัณหสมัย พระนางเที่ยวไปเพื่ออาหารบิณฑบาตร ครั้นได้อาหารบิณฑบาต ฉันพอเป็นยาปนมัตรสำเร็จแล้ว พระนางก็ยับยั้งอยู่ในสมาบัติจนสุดสิ้นกาลบริเฉทควรแก่กำหนด ในอันเป็นที่สบายกลางวันกลางคืนของอาตมา ครั้นออกจากผลสมาบัติแล้วจึงมาพิจารณาซึ่งสมาบัติของพระนางก็บังเกิดความชื่นชมโสมนัสปรีดาปราโมทย์ แล้วพระนางก็มาเพ่งพิจารณาดูอายุสังขารแห่งตน ครั้นทราบว่าพระชนมายุสังขารของพระนางจะสิ้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า ถ้ากระไรอาตมาจะไปยังพระวิหาร ยังสมเด็จพระบรมศาสดา ให้ทรงพระอนุญาตแล้ว อาตมาจะลาพระมหาเถรานุเถระ และสพรหมจารีทั้งหลายอันเป็นที่ชอบของอาตมาแล้ว ก็จะกลับมาปรินิพพาน ณ ฐานที่นี้ เมื่อพระมหาปชาบดีปริวิตกฉะนี้ฉันใด ความปริวิตกมีแก่นางภิกขุนีทั้งหลาย ห้าร้อยที่เป็นบริวารก็ฉันนั้น
            ณ กาลครั้งนั้นภูมิภาคปฐพี มีน้ำรองมหาปฐพีเป็นที่สุดก็กัมปนาทป่วนปั่นอยู่ไปมา กลองชัยในสวรรค์บันลือลั่น เทพดาอันสิงสถิตอยู่ ณ ประเทศใกล้ภิกขุนูปัสสยาราม ก็ให้หวั่นหวาดสังเวช บรรดานางภิกขุนีทั้งหลายทั้งปวง ก็พากันเข้าไปสู่สำนักพระมหาปชาบดีมหาเถรี แล้วมีวาจาว่า ข้าพเจ้าทั้งหลาย มารำพึงเหตุผลอันนี้จะเป็นประการใด พระมหาเถรีจึงเล่าซึ่งความปริวิตกแห่งตน ให้พระภิกขุนีทั้งปวงฟัง ควรแก่พระนางปริวิตกนั้น ลำดับนั้นภิกขุนีทั้งหลาย จึงเล่าข้อความแห่งตนถวายแก่พระมหาเถรี ตามที่ตนปริวิตกนั้น แล้วมีวาจาว่า ผิว่าพระแม่เจ้าชอบใจจะปรินิพพานไซร้ ข้าพเจ้าทั้งหลายทั้งปวงก็จะปรินิพพานบ้าง จากนั้นพระมหาเถรีก็พานางภิกขุนีทั้งปวง ออกจากภิกขุนูปัสสยารามอาวาส แล้วมีวาจาสั่งแก่เทพยดาทั้งหลายว่าจงได้อดโทษแก่เราเถิด
            ฝ่ายบรรดาพวกอุบาสิกาทั้งหลายที่ประกอบไปด้วยศรัทธาต่างก็พิลาปควรจะกรุณาว่าพระแม่เจ้านี้ยังไม่ควรเลยที่จะปรินิพพาน พระมหาเถรี จึงกล่าวแก่พวกอุบาสิกาทั้งปวง ด้วยวาจาอันอ่อนหวาน เพื่อจะประหาณเสีย ซึ่งความโศกแห่งอุบาสิกาทั้งปวงว่า ทุกข์ทั้งหลายเรากำหนดรู้แล้ว ตัณหาอันบังเกิดเป็นต้น เหตุแห่งกองทุกข์เราก็เว้นเสียได้แล้ว พระนิโรธธรรม เราก็ได้กระทำให้แจ่มแจ้งแล้ว มรรคมีองค์แปด เราก็ได้เจริญด้วยดีแล้ว พรหมจรรย์ของพระบรมครู เราก็ได้สร้างสมโดยรอบแล้ว พระพุทธศาสนาธรรม เราก็ได้กระทำแล้ว การธุระอันเป็นของหนักนั้นเราก็ปลงเสียแล้ว ตัณหาซึ่งจะนำไปให้บังเกิดในภพ เราก็ได้กอบขึ้นเสียแล้ว กุลบุตรทั้งหลายออกจากฆราวาสละเหย้าเรือน และทรงบรรพชาในพระธรรมวินัย เพื่อประโยชน์สิ่งใด ประโยชน์สิ่งนั้นก็ได้ถึงแก่เราแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดี พระสัทธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดียังมิได้ย่อหย่อนยังประดิษฐานดำรงอยู่ตราบใด กาลปรินิพพานแห่งเราก็มีอยู่ตราบนั้น ความปรารถนาอันใด อันข้าพเจ้าตั้งไว้จัมเดิมแต่ต้นจนสิ้นกาลช้านาน ความปรารถนานั้นสำเร็จแก่ข้าพเจ้าในวันนี้แล้ว ผิว่าท่านทั้งหลายมีความกรุณาเอ็นดูและมีความกตัญญูในข้าพเจ้าแล้ว ท่านทั้งปวงจงกระทำความเพียรให้มั่น เพื่อจะยังพระสัทธรรมเทศนาให้มั่นดำรงอยู่สิ้นกาลนานเถิด
            จากนั้นพระมหาปชาบดีโคตมีได้เข้าไปสู่สำนักพระผุ้มีพระภาคเจ้า แล้วถวายนมัสการแทบเบื้องพระบาท กราบทูลว่า เกล้ากระหม่อม อันได้เป็นพระมารดา เลี้ยงพระองค์เจ้า พระองค์ก็ได้เป็นพระบรมบิดาของข้าพระบาท เหตุประทานพระสัทธรรมเทศนาแก่ข้าพระบาท รูปกายที่กระหม่อมฉันได้ให้แก่พระองค์เจ้า ธรรมกายอันเป็นที่ยินดีนั้น พระองค์ได้ให้เจริญแก่กระหม่อมฉัน พระองค์ได้ชื่อว่า มิได้เป็นหนี้กระหม่อมฉัน บัดนี้กระหม่อมฉันปรารถนา เพื่อจะละเสียซึ่งกเฬวรร่างกายนี้แล้ว เข้าสู่พระนิพพาน ขอพระมีพระภาคเจ้าจงได้ทรงพระมหากรุณาอนุญาตซึ่งปรินิพพานแก่กระหม่อมฉันบัดนี้เถิด
            พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า อันท่านมากล่าวว่าจะปรินิพพานนั้นตามใจท่านเถิด
            ลำดับนั้นพระมหาปชาบดีโคตมี เมื่อจะยังพระภิกษุทั้งหลายให้ได้ยินทั่วกันจึงอภิวันท์นมัสการพระราหุลเถระและพระอานนท์จึงมีวาจาว่า ข้าพระพุทธเจ้า มีความเหนื่อยหมายในเฬวรร่างกาย อันเป็นที่อยู่แห่งราคะ เป็นที่ประชุมแห่งกองทุกข์ และมีชรา มรณะ อาเศียรณไปด้วยความโศรก เป็นที่โคจรอารมณ์มีประการต่าง ๆ มีแต่ความฉิบหายเป็นเบื้องหน้า ข้าพเจ้านี้ปรารถนาเพื่อจะนิพพาน ท่านทั้งหลายจงอนุญาตซึ่งปรินิพพานแก่ข้าพเจ้าในกาลบัดนี้ พระผู้มีพระภาค ทรงประทานอนุญาตปรินิพพานแก่ข้าพเจ้าดังนี้ว่า ดูกรโคตมี ท่านจงดูแก่กาลควรเถิด ดูกรพ่ออานนท์ กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าได้เผาเสียแล้ว ภาพทั้งสามข้าพเจ้า ก็ถอนขึ้นเสียได้พร้อมแล้ว ข้าพเจ้าหาอาสวะมิได้แล้ว วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้ถึงแล้ว พระพุทธศาสนธรรม ข้าพเจ้าก็ได้กระทำแล้ว
            พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรโคตมี ปฏิสัมภิทาญาณ ๔  วิโมกข์ ๘  อภิญญา ๖  ท่านก็ได้กระทำให้แจ่มใสในสันดานแล้ว ชนทั้งหลายใด ที่เป็นพาลหาปัญญามิได้ ย่อมถือเอาซึ่งความเคลือบแคลงสงสัย ซึ่งกริยาที่ตรัสรู้มรรค และผลของสตรี ภาพทั้งหลายอยู่ ท่านจงแสดงอิทธิปาฎิหารย์ให้แจ้งประจักษ์ เพื่อจะประหารเสีย ซึ่งทิฏฐิของคนพาลทั้งหลายนั้น ณ กาลบัดนี้
            กาลครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีรับพระพุทธบัญชาแล้วเหาะขึ้นไปสู่อัมพร แสดงฤทธิ์มีประการต่าง ๆ ตามพระบรมพุทธานุญาต พระนางแสดงวิกัปนฤมิต เป็นไปต่าง ๆ คือพระนางองค์เดียว และนฤมิตให้เป็นมากหลายองค์ก็มี บางทีหลายองค์ และนฤมิตให้เหลือแต่องค์เดียวก็มี ท่านแสดงองค์ให้เห็นปรากฎ บางทีมิได้เห็นปรากฎ บางทีพระองค์อยู่ ณ ภายในแสดงให้เห็นปรากฎ ณ ภายนอก บางทีอยู่ ณ ภายนอกฝาแสดงให้ปรากฎ ณ ภายในฝา บางทีอยู่ ณ ภายในฝา แสดงให้ปรากฎ ณ ภายนอกฝา บางทีก็ดำชำแรกลงไป ณ ภายใต้ปฐพีไปได้โดยสดวกมิได้ขัดขวาง บางทีเมื่อน้ำมิได้แตกทำลาย พระนางก็ไปเบื้องบนน้ำได้ดุจไปบนแผ่นดิน น้ำมิได้ไหวมิได้พระเพื่อม แล้วพระนางก็นั่งโดยบัลลังก์สมาธิในอากาศ ดุจดังนกร่อนลอยอยู่ในอากาศ แล้วพระนางก็นิมิตพระกายให้ใหญ่โต ตราบเท่าถึงพรหมโลก ก็กระทำสิเนรุราชเป็นคันฉัตร กระทำแผ่นมหาปฐพีอันใหญ่ ให้มีรากกลับขึ้นไปเบื้องบน เป็นใบฉัตรกั้นต่างร่มแล้วก็เที่ยวจงกรมไปมาบนอากาศ แล้วพระนางก็กระทำ ซึ่งโลกธาตุทั้งสิ้น ให้สว่างรุ่งเรืองไพโรจน์โชติช่วง และประหนึ่งว่าพระสุริยรังษีทิพากร เมื่อแรกอุทัยไขรัศมีขึ้นมาเหนือยอดเขายุคนธร กระทำซึ่งโลกธาตุนั้นให้เป็นดอกมาลา อันบุคคลกระทำให้เป็นตาข่าย กระทำเขาพระสุเมรให้เป็นดุจดั่งว่าเมล็ดพรรณผักกาดใส่ไว้ในระหว่างเขี้ยว แล้วก็ถือเอาเขาพระสุเมรุทั้งหลายในจักวาฬมากำเข้าไว้ แล้วก็ปกปิดเสียด้วยปลายนิ้วพระหัตถ์ แล้วก็ทรงไว้ซึ่งน้ำในพระมหาสาครทั้ง ๔ ด้วยฝ่าพระหัตถ์แล้วจึงบันดาลให้ท่อธารวัสโสทกตกลงมาเป็นอันมาก มีอาการประหนึ่งว่า จะยังเขายุคนธรให้จลนาการหวั่นไหว หักพังทำลายลง แล้วนฤมิตให้เป็นบรมจักรพรรดิ์ราชกับทั้งเหล่าบริษัท ประดิษฐานลอยอยู่ ณ พื้นนภากาศ  แสดงให้เป็นพระยาครุฑราชปักษี และพระยาโกรสรสีหราช อันบรรลือสีหราชกึกก้องนภากาศ ครั้นแล้วพระนางองค์เดียว นฤมิตให้เป็นนางภิกขุนีทั้งหลาย มากกว่ามากนับประมาณมิได้ แล้วบันดาลให้หมู่นางภิกขุนีทั้งหลาย อันตรธานสูญหาย เหลือแต่พระนางองค์เดียว แล้วพระนางก็ลงจากท้องนภาดล ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า เกล้ากระหม่อมฉันมีอายุได้ ๑๒๐ ปี  เท่านี้ก็พอควรอยู่แล้ว ขอนมัสการฝ่าพระบาทเข้าสู่พระนิพพานแล้ว
            ฝ่ายนางภิกขุนีบริษัททั้งปวงจึงกล่าววาจาถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เหตุไฉนพระแม่เจ้าจึงรุ่งเรืองด้วยฤทธิ์เห็นปานฉะนี้ พระมหาเถรีเจ้าจึงส่งบุพพจริตแห่งจน ตั้งแต่ตนได้บำเพ็ญอภินิหารบารมีว่า ตั้งแต่ศาสนาสมเด็จพระศาสดาพระนามว่า ปทุมุตตร สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้อุบัติในที่สุดแสนกัปนับถอยหลังตั้งแต่ภัททกัปนี้ลงไป ในกาลครั้งนั้นได้บังเกิดในตระกูลอำมาตย์ในหังสวดีนคร บิดาของข้าพเจ้าเข้าไปสู่สำนักพุทธเจ้า ครั้นข้าพเจ้าได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดาแล้ว  ก็ได้เห็นพระบรมศาสดาทรง ตั้งพระพุทธมารดาเลี้ยงไว้ในที่ เอคทัคคฐาน ข้าพเจ้าก็ยังจิตให้เลื่อมใส แล้วได้ถวายทานเป็นจำนวนมากแก่พระพุทธเจ้า  ได้ถวายจตุปัจจัยเป็นจำนวนมาก แก่พระภิกษุสิ้นทั้งเจ็ดวัน ครั้นแล้วก็หมอบลงแทบบาทมูลพระพุทธเจ้า ปรารถนาซึ่งเอตทัคคฐานอันนั้น พระบรมศาสดา จึงทรงพยากรณภาษิตทำนายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สตรีภาพผู้ใดที่ยังพระตถาคตกับทั้งพระภิกษุสงฆ์ให้กระทำภัตตกิจสิ้นประมาณเจ็ดวันนั้น ตถาคตจะแสดงซึ่งสตรีภาพผู้นั้นให้ท่านทั้งปวงฟัง ในที่สุดแห่งแสนกัปขึ้นไปแต่กัปนี้ จะมีพระศาสดาองค์หนึ่งชื่อว่า พระโคดม มีพระสาวิกาองค์หนึ่งชื่อว่า โคตมี จะได้เป็นพุทธชิโนรสผู้รับทรัพย์มรดกคือ พระสัทธรรม โดยธรรมดาตกแต่ง และพระสาวิกาองค์นั้น ได้เป็นพระพุทธมาตุฉามารดาเลี้ยงแห่งพระโคดมพุทธเจ้านั้น และจะได้ที่เอตทัคคเลิศกว่านางภิกขุนีทั้งหลาย ฝ่ายข้างรัตตัญญูรู้ซึ่งกาลอันเนิ่นนาน
            ครั้นข้าพเจ้าได้สดับพระพุทธไวยากรณภาษิตนั้นแล้ว ก็บังเกิดความชื่นชมโสมนัสปรีดาปราโมทย์ ข้าพเจ้าได้อุปฐากพระบรมศาสดานั้นตราบเท่าสิ้นชีวิต  ได้มาบังเกิดในดาวดึงษเทวโลก ข้าพเจ้านี้บริบูรณ์ยิ่งกว่าเทพดาทั้งปวง ด้วยองค์ ๑๐ ประการ คือ ยิ่งด้วยรูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฎฐัพพารมณ์ ยิ่งด้วย อายุ วรรณะ สุข และยศทั้งหลาย ครั้นข้าพเจ้าท่องเที่ยวอยู่ในวัฎฎสงสาร ลม คือ อกุศลกรรมแต่ก่อนกาลมารำเพยพัด ข้าพเจ้าก็พลัดไปบังเกิดในตระกูลแห่งทาสี ใกล้แว่นแคว้นพระเจ้ากาสิกราช ข้าพเจ้าเป็นภรรยาแห่งทาสผู้ใหญ่นั้น  ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๕๐๐ พระองค์ พากันเข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต  ข้าพเจ้ากับเหล่าทาสีทั้งหลาย ได้เห็นพระปัจเจกโพธิทั้งหลายนั้นแล้ว ก็ให้มีความชื่นชมโสมนัส กระทำกุฎี ๕๐๐ หลังตั้งไว้ อุปฐานวัตรปฎิบัติอยู่สิ้น ๔ เดือน แล้วก็ถวายไตรจีวรด้วยความเลื่อมใส ข้าพเจ้าทั้งหลายกับสามีแห่งตน ๆ นั้น ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปบังเกิดในดาวดึงษเทวโลก
            ครั้นมา ณ กาลอันเป็นปัจฉิมภวิกชาติบัดนี้  ข้าพเจ้าได้เกิดในกรุงเทวทหนคร พระบิดาชื่อว่า อัญชนสักยราช พระมารดาชื่อว่า ลักษณราชเทวี แล้วได้มายังเรือนหลวงของ พระเจ้าศิริสุทโธทน ในกรุงกบิลพัสด์ สตรีภาพทั้งหลายอันเศษนั้น ก็ได้บังเกิดในสักยราชตระกูล แล้วได้มายังเรือนของสักยราชกุมารทั้งหลาย  ข้าพเจ้าได้มาเป็นสาวิกาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ประเสริฐกว่าสาวิกาทั้งหลาย บุตรแห่งข้าพเจ้าได้ออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ ตรัสรู้เป็นองค์พระสัพพัญญูพุทธเจ้า ผู้นำสัตว์ออกจากวัฎฎสงสาร ครั้นมาภายหลังข้าพเจ้ากับสักยนารีบริวารทั้งปวง ได้บรรพชาในพระพุทธศาสนาได้ถูกต้องซึ่งพระนิพพาน สำเร็จความปรารถนาแล้ว สามีแห่งข้าพเจ้าทั้งหลายแต่ในปุริมชาติก่อน ที่ได้กระทำกองการกุศลด้วยกันมา แต่กาลครั้งนั้นก็ได้สำเร็จพระอรหัตแต่ ณ กาลเมื่อมหาสมัยประชุมใหญ่  ในครั้งเมื่อได้ฟัง พระมหาสมัยสูตร แล้วนั้นสิ้นแล้ว
            ลำดับนั้น  บรรดาพระมหาเถรีภิกขุนีทั้งหลาย  ซึ่งเป็นบริวารนอกนั้นต่างองค์ก็กระทำอิทธิปาฎิหารย์ เหาะระเห็จทะยานขึ้นไปยังพื้นนภากาศ  สำแดงอิทธิปาฎิหารย์ทั้งหลายมีประการเป็นอันมากหลาก ๆ ประหลาดกัน  ยังพระทัยแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า และจิตแห่งบริษัททั้งปวงให้ยินดีแล้ว ก็พากันลงจากเวหาส ถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่งอยู่ในสถานที่ควรแห่งตน เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระอนุญาตแล้ว จึงกล่าวสรรเสริญพระมหาปชาบดีโคตมีว่า เราทั้งหลายได้ถึงซึ่งสิ้นอาสวะ ทั้งนี้ก็เพราะด้วยบุญบารมีของพระมหาปชาบดีโคตมี หากอนุเคราะห์แก่เราทั้งปวง ข้าพระบาททั้งหลายย่อมรู้ซึ่งบุพเพนิวาสที่อยู่ในกาลก่อน  มีทิพจักษุอันชำระบริสุทธิ์แล้ว อาสวะทั้งปวงก็สิ้นแล้ว ภพใหม่มิได้มีอีกแล้ว ข้าพระบาทแทงตลอดในปฎิสัมภิทา ๔ คือ อัตถปฎิสัมภิทา ธรรมปฎิสัมภิทา นิรุตติปฎิสัมภิทา และปฎิภาณปฎิสัมภิทา ขอพระองค์จงทรงอนุญาตปรินิพพานแก่กระหม่อนฉันทั้งหลายในกาลบัดนี้
            พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ตถาคตจะได้ว่าสิ่งไรแก่ท่านทั้งหลายที่มากล่าวว่า จะปรินิพพานนั้นหาไม่ สุดแต่กาลอันควรเถิด
            ณ  กาลนั้นบรรดาภิกขุนีทั้งหลาย มีพระมหาปชาบดี เป็นประธานจึงชวนกันถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วลุกจากอาสนเดินไป พระผู้มีพระภาคเจ้า กับหมู่มหาชน จึงเสด็จออกไปส่งพระพุทธมาตุฉาจนถึงพระทวาร ลำดับนั้นพระนางก็เข้าสู่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิจจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยลำดับ ๆ เป็นอนุโลมปฎิโลม ถอยหน้าถอยหลังไป ๆ มา ๆแล้วเข้าสู่ปฐมฌาน ตราบเท่าถึงจตุตถฌาน ครั้นออกจากจตุตถฌานแล้ว พระนางก็ดับขันธ์สู่พระปรินิพพาน ดับกรรมชรูป และวิบากขันธ์สิ้น จะหาเศษมิได้ ควรดวงประทีปแก้วอันสิ้นไส้ และน้ำมันแล้ว และดับไปฉะนั้น
            ขณะนั้นก็บังเกิดมหัศจรรย์จลาจลพื้นแผ่นเมทนีดลอันใหญ่หนาแน่น ก็มาจลาจลกัมปนาทหวาดไหวอยู่ไปมา ใช่เทศกาลฟ้าจะแลบก็แลบ ใช่เทศกาลฝนฝนก็ตก  นารีในสวรรค์ก็มาบันลือลั่น นฤนาทอยู่กึกก้อง เทพเจ้าทุกตำบลก็มาปริเทวนาการ ห่าฝนดอกไม้ก็ตกลงมาจากอากาศ แผ่นพระธรณีและเขาสิเนรุราชก็กัมปนาทหวาดหวั่นไหว  พระมหาสมุทรก็ปั่นป่วน เทพดา อินทร์พรหม และนาค ครุฑ อสูรคนธรรพ์ทั้งหลาย ก็พากันปริเทวนาด้วยประการต่าง ๆ  ดังเรามาสังเวช สังขารธรรมทั้งหลายนี้ มีสภาวะไม่เที่ยงแท้ย่อมแปรปรวน ซึ่งสภาวะยับย่อยละลายไปเป็นธรรมดา
            เทพดาและพรหมทั้งหลาย ก็กระทำซึ่งโลกธรรมานุวัติ ประพฤติตามโลกธรรม สมควรแก่กาลแล้ว เข้าไปฝ้าพระผู้มีพระภาค
            ณ  กาลนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระอานนท์ว่า ดูกร อานนท์จงไปบอกพระสงฆ์ทั้งปวง ให้รู้ทั่วกันว่า มารดาของตถาคตปรินิพพานในกาลบัดนี้ บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลาย ครั้นได้ฟังคำประกาศของพระอานนท์แล้ว ชวนกันยกพระมหาปชาบดี กับทั้งเตียงขึ้นเหนือกูฎาคารสังเค็ด ฝ่ายฝูงอมรเทพดา อินทรพรหม อสูรนาค ครุฑทั้งหลาย ก็กระทำสักการะบูชาด้วยทิพบูชา ฝูงมนุษย์นิการหมู่อมรเทพดา แห่ไปเบื้องหน้าพระผู้มีพระภาคกับพระสงฆ์สาวก เสด็จตามไปเบื้องหลัง ถึงเชิงตะกอนแล้วก็ชวนกันถวายพระเพลิง เสร็จการฌาปนกิจแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงให้พระอานนท์ เก็บประมวลอัฐิธาตุ พระผู้มีพระภาค ทรงบรรจุพระอัฐธาตุนั้นไว้ในฐานที่นั้น

พระมหาปชาบดีโคตมี คลิกดูหน้าต่อไป

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ภาพงานบุญ










india2553

dj100.25พาเที่ยวอินเดีย



หลวงพ่อพุทธเมตตาที่พุทธคยา

DSC08813 

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons