วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

บทสวดและคำแปล อะนัตตะลักขะณะสุตตัง

vlcsnap-145604

บทสวดอะนัตตะลักขะณะสุตตัง

        เอวัมเม  สุตัง ฯ  เอกัง  สะมะยัง  ภะคะวา  พาราณะสิยัง
วิหะระติ  อิสิปะตะเน  มิคะทาเย ฯ  ตัตระ โข  ภะคะวา  ปัญจะวัคคิเย
ภิกขู อามันเตสิ ฯ
        รูปัง  ภิกขะเว อะนัตตา ฯ  รูปัญจะหิทัง  ภิกขะเว  อัตตา
อะภะวิสสะ  นะยิทัง  รูปัง   อาพาธายะ  สังวัตเตยยะ  ลัพเภถะ  จะ
รูเป  เอวัง  เม รูปัง โหตุ  เอวัง  เม รูปัง มา อะโหสีติ ฯ  ยัสมา
จะ โข  ภิกขะเว รูปัง  อะนัตตา  ตัสมา รูปัง  อาพาธายะ  สังวัตตะติ
นะ จะ ลัพภะติ  รูเป  เอวัง  เม รูปัง  โหตุ  เอวัง  เม รูปัง  มา
อะโหสีติ ฯ
        เวทะนา  อะนัตตา  ฯ  เวทะนา  จะ หิทัง  ภิกขะเว  อัตตา
อะกะวิสสะ  นะยิทัง  เวทะนา  อาพาธายะ สังวัตเตยยะ  ลัพเภถะ
จะ  เวทะนายะ  เอวัง  เวทะนา  โหตุ  เอวัง  เม เวทะนา  มา
อะโหสีติ  ฯ  ยัสมา  จะ โข  ภิกขะเว  เวทะนา  อะนัตตา  ตัสมา
เวทะนา อาพาธายะ  สังวัตตะติ  นะ จะ ลัพภะติ  เวทะนายะ  เอวัง  เม
เวทะนา โหตุ  เอวัง  เม เวทะนา  มา อะโหสีติ  ฯ
        สัญญา  อะนัตตา  ฯ สัญญา  จะ หิทัง  ภิกขะเว อัตตา
อะภะวิสสะ  นะยิทัง  สัญญา  อาพาธายะ  สังวัตเตยยะ  ลัพเภถะ  จะ
สัญญายะ  เอวัง  เม สัญญา โหตุ  เอวัง  เม สัญญา มา  อะโหสีติ ฯ
ยัสมา  จะ โข ภิกขะเว สัญญา  อะนัตตา  ตัสมา  สัญญา  อาพาธายะ
สังวัตตะติ  นะ จะ  ลัพภะติ  สัญญายะ  เอวัง  เม สัญญา  โหตุ
เอวัง  เม สัญญา  มา อะโหสีติ ฯ
        สังขารา  อะนัตตา  ฯ สังขารา  จะ หิทัง  ภิกขะเว อัตตา
อะภะวิสสังสุ  นะยิทัง  สังขารา  อาพาธายะ  สังวัตเตยยุง  ลัพเภถะ
จะ  สังขาเรสุ  เอวัง  เม สังขารา  โหนตุ  เอวัง  เม สังขารา  มา
อะเหสุนติ ฯ  ยัสมา  จะ โข  ภิกขะเว  สังขารา  อะนัตตา  ตัสมา
สังขารา  อาพาธายะ  สังวัตตันติ  นะ จะ  ลัพภะติ  สังขาเรสุ  เอวัง
เม สังขารา  โหนตุ  เอวัง  เม สังขารา มา อะเหสุนติ ฯ
        วิญญาณัง  อนัตตา ฯ วิญญาณัญจะ  หิทัง  ภิกขะเว อัตตา
อะภะวิสสะ  นะยิทัง วิญญาณัง  อาพาธายะ  สังวัตเตยยะ ลัพเภถะ
จะ วิญญาเณ  เอวัง  เม วิญญาณัง  โหตุ  เอวัง  เม วิญญาณัง
มา  อะโหสีติ  ฯ ยัสมา จะ โข  ภิกขะเว  วิญญาณัง  อะนัตตา
ตัสมา  วิญญาณัง  อาพาธายะ  สังสัตตะติ  นะ จะ  ลัพภะติ
วิญญาเณ  เอวัง  เม  วิญญาณัง  โหตุ  เอวัง เม  วิญญาณัง มา
อะโหสีติ ฯ
        ตัง  กิง  มัญญะถะ  ภิกขะเว รูปัง  นิจจัง  วา อะนิจจัง  วาติ ฯ
อะนิจจัง  ภันเต  ฯ  ยัมปะนานิจจัง  ทุกขัง  วา ตัง สุขัง วาติ ฯ  ทุกขัง
ภันเต ฯ  ยัมปะนานิจจัง  ทุกขัง  วิปะริณามะธัมมัง  กัลลัง  นุ ตัง
สะมะนุปัสสิตุง  เอตัง  มะมะ  เอโสหะมัสมิ  เอโส  เม อัตตาติ  ฯ โน
เหตัง  ภันเต ฯ
        ตัง กิง  มัญญะถะ  ภิกขะเว เวทะนา  นิจจา  วา อะนิจจา
วาติ ฯ  อะนิจจา  ภันเต ฯ  ยัมปะนานิจจัง  ทุกขัง  วา ตัง  สุขัง วาติ ฯ
ทุกขัง  ภันเต  ฯ  ยัมปะนานิจจัง  ทุกขัง  วิปะริณามะธัมมัง  กัลลัง นุ
ตัง  สะมะนุปัสสิตุง  เอตัง  มะมะ  เอโสหะมัสมิ  เอโส  เม อัตตาติ ฯ
โน เหตัง  ภันเต ฯ
        ตัง  กิง  มัญญะถะ  ภิกขะเว  สัญญา นิจจา  วา  อะนิจจา
วาติ ฯ  อะนิจจา  ภันเต ฯ  ยัมปะนานิจจัง  ทุกขัง  วา ตัง  สุขัง  วาติ ฯ
ทุกขัง  ภันเต ฯ  ยัมปะนานิจจัง  ทุกขัง  วิปะริณามะธัมมัง  กัลลัง  นุ
ตัง  สะมะนุปัสสิตุง  เอตัง  มะมะ  เอโสหะมัสมิ  เอโส  เม อัตตาติ ฯ  โน
เหตัง  ภันเต ฯ
        ตัง  กิง  มัญญะถะ  ภิกขะเว สังขารา นิจจา  วา อะนิจจา  วาติ ฯ
อะนิจจา ภันเต  ฯ  ยัมปะนานิจจัง  ทุกขัง  วา ตัง  สุขัง  วาติ  ฯ ทุกขัง
ภันเต ฯ ยัมปะนานิจจัง  ทุกขัง  วิปะริณามะธัมมัง  กัลลัง  นุ ตัง
สะมะนุปัสสิตุง  เอตัง  มะมะ  เอโสหะมัสมิ  เอโส  เม อัตตาติ ฯ
โน เหตัง ภันเต ฯ
        ตัง  กิง  มัญญะถะ  ภิกขะเว  วิญญาณัง  นิจจัง  วา อะนิจจัง
วาติ  ฯ  อะนิจจัง  ภันเต  ฯ   ยัมปะนานิจจัง  ทุกขัง  วา ตัง  สุขัง
วาติ  ฯ  ทุกขัง  ภันเต  ฯ  ยัมปะนานิจจัง  ทุกขัง  วิปะริณามะธัมมัง
กัลลัง  นุ ตัง  สะมะนุปัสสิตุง  เอตัง  มะมะ  เอโสหะมัสมิ  เอโส
เม  อัตตาติ ฯ  โน เหตัง  ภันเต ฯ
        ตัสมาติหะ  ภิกขะเว ยังกิญจิ รูปัง  อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง
อัชฌัตตัง  วา พะหิทธา  วา  โอฬาริกัง  วา  สุขุมัง  วา หีนัง  วา
ปะณีตัง  วา ยันทูเร  สันติเก วา สัพพัง รูปัง  เนตัง  มะมะ เนโสหะ-
มัสมิ  นะ เมโส  อัตตาติ  ฯ  เอวะเมตัง  ยะถาภูตัง  สัมมัปปัญญายะ
ทัฏฐัพพัง ฯ
        ยา  กาจิ  เวทะนา  อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนา  อัชฌัตตา
วา  พะหิทธา  วา  โอฬาริกา  วา  สุขุมา  วา หีนา วา  ปะณีตา  วา ยา
ทูเร  สันติเก  วา  สัพพา เวทะนา เนตัง มะมะ  เนโสหะมัสมิ นะ  เมโส
อัตตาติ ฯ  เอวะเมตัง  ยะถาภูตัง  สัมมัปปัญญายะ  ทัฏฐัพพัง ฯ
        ยา  กาจิ  สัญญา  อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนา  อัชฌัตตา วา
พะหิทธา  วา  โอฬาริกา  วา สุขุมา  วา หีนา  วา ปะณีตา  วา ยา  ทูเร
สันติเก  วา สัพพา  สัญญา  เนตัง  มะมะ  เนโสหะมัสมิ  นะ เมโส
อัตตาติ  ฯ  เอวะเมตัง  ยะถาภูตัง  สัมมัปปัญญายะ  ทัฏฐัพพัง ฯ
        เย  เกจิ  สังขารา  อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนา  อัชฌัตตา วา
พะหิทธา  วา  โอฬาริกา  วา สุขุมา วา หีนา  วา ปะณีตา  วา เย ทูเร   
สันติเก  วา สัพเพ  สังขารา  เนตัง  มะมะ  เนโสหะมัสมิ  นะ เมโส
อัตตาติ  ฯ  เอวะเมตัง  ยะถาภูตัง  สัมมัปปัญญายะ  ทัฏฐัพพัง ฯ
        ยังกิญจิ  วิญญาณัง  อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง อัชฌัตตัง วา
พะหิทธา  วา โอฬาริกัง  วา สุขุมัง  วา หีนัง  วา ปะณีตัง วา
ยันทูเร  สันติเก วา  สัพพัง วิญญาณัง  เนตัง  มะมะ  เนโสหะมัสมิ  นะ
เมโส  อัตตาติ  ฯ  เอวะเมตัง  ยะถาภูตัง  สัมมัปปัญญายะ  ทัฏฐัพพัง ฯ
        เอวัง  ปัสสัง  ภิกขะเว  สุตวา  อะริยะสาวะโก  รูปัสมิงปิ
นิพพินทะติ เวทะนายะปิ  นิพพินทะติ  สัญญายะปิ  นิพพินทะติ  สังขา-
เรสุปิ นิพพินทะติ  วิญญาณัสมิงปิ นิพพินทะติ  ฯ นิพพินทัง  วิรัชชะติ ฯ
วิราคา วิมุจจะติ  ฯ วิมุตตัสมิง วิมุตตะมีติ  ญาณัง โหติ  ขีณา  ชาติ  วุสิตัง
พรัหมะจะริยัง  กะตัง  กะระณียัง  นาปะรัง  อิตถัตตายาติ  ปะชานาตีติ ฯ
        อิทะมะโวจะ  ภะคะวา ฯ  อัตตะมะนา  ปัญจะวัคคิยา  ภิกขู
ภะคะวะโต  ภาสิตัง  อะภินันทุง ฯ
        อิมัสมิญจะ  ปะนะ  เวยยากะระณัสมิง  ภัญญะมาเน  ปัญจะ
วัคคิยานัง  ภิกขูนัง  อะนุปาทายะ  อาสะเวหิ จิตตานิ  วิมุจจิงสูติ ฯ

คำเริ่มต้น 

       อนัตตลักขณะอันใด  อันสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ได้โดยยาก  พระสัมมาสัพพุทธเจ้าได้ทรงประกาศอนัตตลักขณะนั้น  เป็นธรรมอันปลดเปลื้องอัตตวาทุปาทาน  การถือมั่นด้วยอันกล่าวว่าเป็นตน  และอัตตาสัญญาความสำคัญว่าตนโดยชอบแท้  แก่เหล่าพระโยคี  คือปัญจวัคคีย์ผู้มีสัจจะอันเห็นแล้ว  เพื่อให้เจริญญาณอุดม  เพื่อความตรัสรู้ธรรมอันยิ่ง  จิตของพระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น  ผู้มีธรรมอันได้เห็นแล้ว  ใคร่ครวญแล้วด้วยญาณ  พ้นแล้วจากอาสวะทั้งปวงโดยไม่เหลือ  ด้วยพระสูตรอันใด  เราทั้งหลายจงสวดพระสูตรอันนั้น  เพื่อสำเร็จประโยชน์แก่สาธุชนทั้งหลาย  ผู้ปรารถนาจำทำคำสอนโดยระลึกตามญาณอย่างนั้นเทอญ

คำแปล อนัตตะลักขะณะสูตร

           อันข้าพเจ้า(คือพระอานนทเถระ)ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ว่า  สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน  ใกล้เมืองพาราณสี  ในกาลนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนพระภิกษุปัญจวัคคีย์ (ให้ตั้งใจฟังภาษิตนี้ว่า)

            ดูก่อนภิกษทั้งหลาย  รูป (คือร่างกายนี้)  เป็นอนัตตา (มิใช่ตัวตน) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็รูปนี้จักได้เป็นอนัตตา(ตน) แล้ว รูปนี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ(ความลำบาก) อนึ่ง สัตว์พึงได้ในรูปตามใจหวังว่ารูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  ก็เพราะเหตุใดแล  ภิกษุทั้งหลาย  รูปจึงเป็นอนัตตา  เพราเหตุนั้น  รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  อนึ่งสัตว์ย่อมไม่ได้ในรูปตามใจหวังว่ารูปชองเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

           เวทนา ( คือความรู้สึกอารมณ์) เป็นอนัตตา  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็เวทนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว เวทนานี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  อนึ่ง สัต์พึงได้ในเวทนาตามใจหวัง  ว่าเวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  เวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  ก็เพราะเหตุใดแล  ภิกษุทั้งหลายเวทนาจึงเป็นอนัตตา  เพราะเหตุนั้น  เวทนาจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  อนึ่ง  สัตว์ย่อมไม่ได้ในเวทนาตามใจหวัง  ว่าเวทนาของเรา  จงเป็นอย่างนี้เถิด  เวทนาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

          สัญญา (คือความจำ) เป็นอนัตตา  ดูก่อนภิษุทั้งหลาย  ก็สัญญานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว  สัญญานี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  อนึ่ง สัตว์พึงได้ในสัญญาตามใจหวัง  ว่าสัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  ก็เพราะเหตุใดแล  ภิกษุทั้งหลายสัญญาจึงเป้นอนัตตาเพระเหตุนั้น  สัญญาจึงเป้นไปเพื่ออาพาธ  อนึ่ง สัตว์ย่อมไม่ได้ในสัญญาตามใจหวัง  ว่าสัญญาของเราจงเป็ฯนอย่างนี้เถิด  สัญญาของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

          สังขาร  (คือสภาพที่เกิดดับกับใจ ปรุงแต่งใจให้ดีบ้างชั่วบ้าง)  เป็นอนัตตา  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็สังขารทั้งหลายนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว  สังขารทั้งหลายก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  อนึ่ง สัตว์พึงได้ในสังขารทั้งหลายตามใจว่า  สังขารทั้งหลายของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  สังขารทั้งหลายของราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  ก็เพราเหตุใดแล  ภิกษุทั้งหลาย  สังขารทั้งหลายจึงเป็นอนัตตา  เพราะเหตุนั้น  สังขารทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  อนึ่ง สัตว์ย่อมไม่ได้ในสังขารทั้งหลายตามใจหวัง  ว่าสังขารทั้งหลายของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

          วิญญาณ (คือใจ)  เป็นอนัตตา  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็วิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็วิญญาณทั้งหลายนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว  วิญญาณทั้งหลายก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  อนึ่ง สัตว์พึงได้ในวิญญาณทั้งหลายตามใจว่า  วิญญาณทั้งหลายของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  วิญญาณทั้งหลายของราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย  ก็เพราเหตุใดแล  ภิกษุทั้งหลาย  วิญญาณทั้งหลายจึงเป็นอนัตตา  เพราะเหตุนั้น  วิญญาณทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ  อนึ่ง สัตว์ย่อมไม่ได้ในวิญญาณทั้งหลายตามใจหวัง  ว่าวิญญาณทั้งหลายของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด  วิญญาณทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

           ท่านทั้งหลายสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า  สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า  เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ควรหรือเพื่อจะตามเห็นสิ่งนั้น  ว่านั้นของเรา  เราเป็นนั่นเป็นนี่  นั่นเป็นตนของเรา  หาอย่างนั้นไม่พระเจ้าข้า

           ท่านทั้งหลายสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า  สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า  เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ควรหรือเพื่อจะตามเห็นสิ่งนั้น  ว่านั้นของเรา  เราเป็นนั่นเป็นนี่  นั่นเป็นตนของเรา  หาอย่างนั้นไม่พระเจ้าข้า

             ท่านทั้งหลายสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า  สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า  เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ควรหรือเพื่อจะตามเห็นสิ่งนั้น  ว่านั้นของเรา  เราเป็นนั่นเป็นนี่  นั่นเป็นตนของเรา  หาอย่างนั้นไม่พระเจ้าข้า

             ท่านทั้งหลายสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า  สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า  เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ควรหรือเพื่อจะตามเห็นสิ่งนั้น  ว่านั้นของเรา  เราเป็นนั่นเป็นนี่  นั่นเป็นตนของเรา  หาอย่างนั้นไม่พระเจ้าข้า 

             ท่านทั้งหลายสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง  ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า  สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า  เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ควรหรือเพื่อจะตามเห็นสิ่งนั้น  ว่านั้นของเรา  เราเป็นนั่นเป็นนี่  นั่นเป็นตนของเรา  หาอย่างนั้นไม่พระเจ้าข้า

              เพราะเหตุนั้นแล  ภิกษุทั้งหลาย  รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง  ที่เป้ฯอดีตก็ดี  อนาคตก็ดี  ปัจจุบันก็ดี  ภายในก็ดี  ภายนอกก็ดี  หยาบก็ดี  ละเอียดก็ดี  เลวก็ดี  ประณีตก็ดี  อันใดมีในที่ไกลก็ดี  ในที่ใกล้ก็ดี  รูปทั้งหลดก็เป็นสักว่ารูป  นั้นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่นเป็นนี่  นั่นไม่ใช่ตนของเรา  ดังนี้

            ข้อนี้  อันท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป้นจริงแล้วอย่างนั้น  สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีตก็ดี  อนาคตก็ดี  ปัจจุบันก็ดี  ฯลฯ  นั้นไม่ใช่ตนของเรา ดังนี้ 

             ข้อนี้  อันท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป้นจริงแล้วอย่างนั้น  สังขารอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีตก็ดี  อนาคตก็ดี  ปัจจุบันก็ดี  ฯลฯ  นั้นไม่ใช่ตนของเรา ดังนี้ 

              ข้อนี้  อันท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป้นจริงแล้วอย่างนั้น วิญญาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีตก็ดี  อนาคตก็ดี  ปัจจุบันก็ดี  ฯลฯ  นั้นไม่ใช่ตนของเรา ดังนี้  

              ข้อนี้  อันท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป้นจริงแล้วอย่างนั้น   ดังนี้  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้  ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป  ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนา  ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสัญญา   ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสังขารทั้งหลาย  ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในวิญญาณ  เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความความติด  เพราะคลายความติดจิตก็หลุดพ้น

               เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว  ก็เกิดญาณรู้ว่าพ้นแล้ว  ดังนี้  อริยสาวกนั้น  ย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์เราได้อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำเราได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้จบลง  พระภิษุปัณจวัคคีย์ก็มีใจยินดี  เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็แลเมื่อเวยยากรณ์นี้  อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่  จิตของพระภิกษุปัญจวัคคีย์พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานแล

วัดพุทธบูชา บางมด ทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร ~ สวดมนต์วัดพุทธบูชา

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ภาพงานบุญ










india2553

dj100.25พาเที่ยวอินเดีย



หลวงพ่อพุทธเมตตาที่พุทธคยา

DSC08813 

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons